top of page
Search
  • Writer's pictureG POWER

เริ่ม1ม.ค.2567มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 (EV3.5) ในช่วง 4 ปี(2567-2570)ผลักดันไทยเป็นฮับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค





กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิต เตรียมขับเคลื่อนนโยบายสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า

หลังคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบมาตรการ สนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 (EV3.5) ในช่วง 4 ปี(2567-2570)

ผลักดันไทยเป็นฮับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้เร่ง

ขับเคลื่อนนโยบายสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า หลังคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ(บอร์ดอีวี) ซี่งมี

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติเห็นชอบมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2

(EV3.5) ในช่วง 4 ปี (2567-2570) เพื่อส่งเสริมและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในการยกระดับศักยภาพใน

หลายมิติควบคู่กับการขยายโอกาสของประเทศไทยในเวทีโลก ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญในประเทศไทย ให้เกิดการขยายตัวและเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนตทั้งระบบไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์

ไฟฟ้ากระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิตได้เตรียมขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐาน

การผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค ตามนโยบาย 30@30 ที่ต้ังเป้าการผลิตยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์(Zero

Emission Vehicle: ZEV) ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ30ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดภายในปี2573คิดเป็นกำลังการผลิต

รถยนต์ประมาณ 725,000 คัน และรถจักรยานยนต์ประมาณ 675,000 คัน

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเปิดเผยว่าสำหรับมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า

ระยะแรก หรือ EV 3 ในปี2565 ที่ผ่านมา มีผู้นำเข้าและผู้ประกอบอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมมาตรการ EV3 ที่ได้ทำ

ข้อตกลง (MOU) ร่วมกับกรมสรรพสามิต จำนวน 19 ราย มีรถยนต์ที่ได้รับเงินอุดหนุนตามมาตรการ EV3 จำนวน

28,841 คัน และรถไฟฟ้าที่มีการนำเข้าแต่ยังไม่ได้ยื่นขอรับเงินอุดหนุน จำนวน 61,436 คัน (ข้อมูล ณ วันที่ 30

พฤศจิกายน 2566) สร้างผลสำเร็จในการกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยในช่วง

11 เดือนแรกของปี 2566 (ม.ค. – พ.ย. 66) มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่จำนวน 67,056 คัน เพิ่มข้ึนกวา่ 7.9 เท่า

เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่8,483 คัน โดยผลของมาตรการ EV3ก่อให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า มูลค่ารวม 61,425ล้านบาท จากโครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่การผลิตชิ้นส่วนสา คญั รวมถึงสถานีอดัประจุไฟฟ้า

-2-

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมมาตรการ

EV3.0 สามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการใหม่เพิ่มเติมได้และผู้ประกอบการที่ยังไม่เคยเข้าร่วมโครงการ

สามารถเข้าร่วมมาตรการ EV3.5 ได้โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมสรรพสามิต ดังนี้

1.รถยนต์นั่ง (ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท)จะได้รับสิทธิประโยชน์ดังนี้

 1.1 สิทธิเงินอุดหนุน

 1)ขนาดแบตเตอรี่ ตั้งแต่10 kWh แต่น้อยกว่า 50 kWh

 1.1) ปี 2567 จะได้รับเงินอุดหนุน 50,000 บาท/คัน

 1.2) ปี 2568จะได้รับเงินอุดหนุน 35,000 บาท/คัน

 1.3) ปี 2569 - 2570 จะได้รับเงินอุดหนุน 25,000 บาท/คัน (เฉพาะที่ผลิตในประเทศเท่าน้นั )

 2) ขนาดแบตเตอรี่ ตั้งแต่50 kWh ข้ึนไป

 2.1) ปี 2567 จะได้รับเงินอุดหนุน 100,000 บาท/คัน

 2.2) ปี 2568จะได้รับเงินอุดหนุน 75,000 บาท/คัน

 2.3) ปี 2569 - 2570 จะได้รับเงินอุดหนุน 50,000 บาท/คัน (เฉพาะที่ผลิตในประเทศเท่านั้น )

 1.2 สิทธิลด อัตราอากรขาเข้าไม่เกินร้อยละ40(สำหรับรถที่มีการนำเข้าในช่วงปี2567-2568)

 1.3 สิทธิลดภาษีสรรพสามิตจากร้อยละ 8 เหลือร้อยละ 2 ในปี 2567 -2570

2. รถยนตนั่ง (ราคาตั้งแต่2ล้านบาท แต่ไม่เกิน 7ล้านบาท) ที่มีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่50 kWh ขั้นไป

จะได้รับสิทธิลดภาษีสรรพสามิตจากร้อยละ 8 เหลือร้อยละ 2

3. รถกระบะ (เฉพาะที่ผลิตภายในประเทศและราคาไม่เกิน 2ล้านบาท) ที่มีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่50

kWh ขึ้นไป จะได้รับเงินอุดหนุน 100,000 บาท/คัน และได้รับสิทธิอัตราภาษีสรรพสามิต ร้อยละ 0 ในปี 2567 - 2568

และอัตราภาษีร้อยละ 2 ในปี 2569 -2570

4. รถจักรยานยนต์ (เฉพาะที่ผลิตภายในประเทศและราคาไม่เกิน 150,000 บาท) ที่มีขนาดแบตเตอรี่

ตั้งแต่3kWh ขึ้นไป จะได้รับเงินอุดหนุน 10,000 บาท/คัน และได้รับสิทธิอัตราภาษีสรรพสามิต ร้อยละ 1 ในปี 2567 -2570

นอกจากนั้นยังมีการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ได้รับการสนับสนุนจากโครงการนี้ต้องผลิตรถยนต์

เพื่อชดเชยการนำเข้าภายในปี2569 ในอัตราส่วน 1 : 2ของจำนวนนำเข้าในช่วงปี 2567 – 2568 (นำเข้า 1 คัน ผลิต

ชดเชย 2 คัน ) หรือผลิตชดเชยการนำเข้าภายในปี2570 ในอัตราส่วน 1 : 3 (นำเข้า1คันผลิตชดเชย 3 คัน ) เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศและผลักดันไทยให้เป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค

สำหรับแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้นำเข้าหรือผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมมาตรการ EV3.5

ต้องดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

1) ต้องยื่นหนังสือแจ้งความประสงค์ขอรับสิทธิฯ และมีการทำข้อตกลง (MOU) ให้เป็นผู้ที่ได้รับสิทธิ

ตามมาตรการ EV3.5ร่วมกับกรมสรรพสามิต

 2) เมื่อไดร้ับการอนุมัติสิทธิแล้วผู้ข้อใช้สิทธิจะต้องได้อนุมัติราคาขายปลีกแนะนำ และผ่านการ

ตรวจสอบคุณสมบัติยานยนตไ์ฟฟ้าก่อนเริ่มขายรถรุ่นนั้นๆ

-3-

 3) กรณีนำเข้า ผู้นำเข้าต้องปฏิบัติตามข้อ 1 และ 2 ให้แล้วเสร็จก่อนการนำเข้า จึงจะสามารถนำ

ยานยนต์ไฟฟ้ามาขอรับสิทธิทางภาษีได้

 4)การขอรับเงินอุดหนุนหลังจากการจำหน่ายและจดทะเบียนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข

ที่กรมสรรพสามิตกำหนด

 5) สิทธิประโยชน์ต่างๆ รวมถึงเงื่อนไขการผลิตชดเชย บทลงโทษ ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไข

อื่น ๆ ตามมาตรการ EV3.5 ใหเ้ป็นไปตามที่กรมสรรพสามิตกำหนด

สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าที่เคยได้รับสิทธิตามมาตรการ EV3 อยู่แล้ว แต่ไม่สามารถจำหน่ายได้ทัน

ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2566 และประสงค์ที่นำยานยนต์ไฟฟ้าดังกล่าวมารับสิทธิตามมาตรการ EV3.5 สามารถกระทำได้โดยมีขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้

1) ผู้ขอรับสิทธิต้องยื่นหนังสือแจ้งความประสงค์ขอรับสิทธิฯ และมีการทำข้อตกลง (MOU) เพื่อเป็น

ผู้ได้สิทธิตามมาตรการ EV3.5 และต้องได้รับอนุมัติราคาขายปลีกแนะนำ และผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติยานยนต์

ไฟฟ้าที่ก่อนเริ่มจำหน่าย

 2) หลังจากวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ผู้ได้รับสิทธิตามมาตรการ EV3 ต้องยื่นหนังสือเพื่อแจ้งจำนวน

คงเหลือของยานยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับสิทธิตาม EV3 แต่ไม่สามารถจำหน่ายได้ภายใน วันที่31 ธันวาคม 2566 ให้กรม

สรรพสามิตทราบ ก่อนลงนาม ข้อตกลง EV 3.5 กับกรมสรรพสามิต

 3) ยานยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับสิทธิตาม EV3 แต่ประสงค์จะนำมาเข้าร่วมมมาตรการ EV 3.5 จะยังคงได้รับ

สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีตามมาตรการ EV3แต่เงินอุดหนุนและเงื่อนไขการผลิตชดเชย ตลอดจนบทลงโทษ และ

เงื่อนไขอื่น ๆ ให้เป็นไปตามมาตรการ EV3.5

สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าที่เคยได้รับสิทธิตามมาตรการ EV3แต่ไม่สามารถจำหน่ายได้ภายในวันที่

31ธันวาคม 2566และไม่ประสงค์ที่นำยานยนต์ไฟฟ้าดังกล่าวมารับสิทธิตามมาตรการ EV3.5 ต่อจะยังคงมีภาระใน

การผลิตชดเชยการนำเข้าตามเงื่อนไขของมาตรการ EV3โดยไม่ต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีที่ได้รับไปแล้ว

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยเพิ่มเติมว่า เพื่อให้การดำเนินการเปลี่ยน

ผ่านจากมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า EV3 ไปสู่ EV3.5 เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพตาม

เป้าหมายที่ภาครัฐกำหนด กรมสรรพสามิตได้ดำเนินการปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ข้อปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อ

สนับสนุนมาตรการ EV 3.5 ในทุก ๆ ด้านเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศตามนโยบายของรัฐบาล

และตามยุทธศาสตร์กรมสรรพสามิต ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยภาษีสรรพสามิต มุ่งเน้นสิ่งแวดล้อม

สังคม และธรรมาภิบาลเพื่อเดินหน้าประเทศไทยสู่ความยั่งยืน

สำหรับผู้ที่ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่กรมสรรพสามิต หรือสำนักงานสรรพสามิต

พื้นที่ทุกแห่งทั่วประเทศ หรือที่ www.excise.go.th

_________________________________________

94 views0 comments

Comentarios


bottom of page